General

เคยเห็นเสียงอวดครวญ ประมาณ "ทำไมรัฐไม่ช่วยวงการโน้น ทำไมรัฐไม่ส่งเสริมนี้" บลา ๆ ๆ จนเรียกได้ว่า "เอียน" ผมฟังคำนี้มาเป็นร้อย ๆ ครั้งจากปากของหลายสิบคน  ซึ่งคนที่พูดแต่ละคนมันก็ระดับ "บิ๊ก ๆ" เป็นผู้บริหารขององค์กรณ์ทั้งนั้น

เคยถามตัวเองมั้ยว่า แล้วทำไมเค้าต้องมาช่วย ? คนที่มาช่วยได้อะไร จริงอยู่ว่ารัฐมีหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน แต่ว่าการที่เอาเงินภาษีจากประชาชนทั้งประเทศ มาช่วยองค์กรณ์เล็ก ๆ  แล้วประชาชนคนที่เสียเงินเขาจะได้อะไร ? (ผมคนนึงล่ะที่จ่าย) รัฐเอาเงินมาทำถนน ผมยังมีโอกาสได้ใช้ เอามาช่วยองค์กรณ์คุณ แล้วผมได้อะไร ? ถ้าเขาช่วยเหลือแล้วประชาชนได้ประโยชน์ เกิดการจ้างงานมากขึ้น ประชาชนมีรายได้มากขึ้น นี่สิมันถึงเรียกว่าคุ้มที่จะจ่าย แต่ถ้าช่วยเหลือไปแล้วมีแค่คนกลุ่มเล็ก ๆ ได้ประโยชน์ แล้วจะช่วยทำไม ?

นี่พูดแบบรัฐบาลมีธรรมภิบาลสูงส่งนะครับ ส่วนรัฐบาลในความเป็นจริงเป็นยังไง... ไม่รู้แฮะ ...

ที่พูดมาเยอะแยะ ไม่ได้อยากมาแดกดัน ไม่อยากมาต่อว่าต่อขานกัน แต่ลองคิดดูสักนิดเถอะว่า ก่อนที่จะอ้อนวอนขอให้คนอื่นช่วยเหลือ คุณช่วยเหลือตัวเองแล้วหรือยัง

เมื่อคุณช่วยเหลือตัวเองจนมีกำลังไปได้ระดับนึง ก็จะมีคนมาเห็นคุณค่าในตัวคุณ ในองค์กรณ์ของคุณ  และก็จะเริ่มมีคนเข้ามาช่วยส่งเสริมคุณเอง  และนี่คือกระบวนการที่ควรจะเป็น และค่อยเป็นค่อยไป มันคงต้องใช้เวลาบ้าง

และเมื่อถึงจุดนึงที่คุณมีกำลังมากเกินพอที่จะเลี้ยงตัวเองอยู่ได้ ลองถามตัวเองว่า แล้วเราให้อะไรคืนกลับไปยังสังคมบ้างแล้วหรือยัง

คุณเคยมีคนช่วยเหลือคุณ ถึงเวลานี้คุณแข็งแกร่งขึ้น มีกำลังมากขึ้น มันก็สมควรที่คุณจะช่วยเหลือคนอื่นบ้างมิใช่เหรอ แต่ ก็อย่างที่ว่านั่นล่ะ ถ้าหากว่าเอาแต่ช่วยคนที่เอาแต่ขอ เอาแต่รอโดยไม่พยายามเสียเลย มันก็ออกจะเสียเปล่าไปหน่อยมั้ย ? เลือกคนที่คุณควรจะช่วยเหลือด้วยนะครับ :)

รูปโต๊ะทำงานผม

posted on 08 Apr 2008 20:29 by 9tawan in General

นินคุง Tag มาแน่ะ อิอิ  ที่จริงกะว่าจะพยายามไม่เอาอะไรก็ตามที่เปิดเผยว่าผมทำงานที่ไหน (ดันไปโกหกน้ำขุ่น ๆ กับผู้หลักผู้ใหญ่เขา กลัวเขาจะโกรธน่ะครับ) แต่ก็นินคุง Tag มาจะไม่ทำก็คงไม่ได้

 และนี่คือ รูปโต๊ะทำงานผมครับ

555+  รีทัชจนเละเลยรูปนี้ พลังแห่ง  Paint.NET

(โชว์หน้าจอ Lotus Notes คงไม่เป็นไรมั้ง ?) ก็ ทางซ้ายพอดีว่ามี Partition ก็เลยเอาหนังสือมาวางพิงได้ (ทางขวาไม่มี) ข้างหน้ามี Laptop สำหรับเวลาใช้งานที่ไม่เกี่ยวกับงาน (ไม่อยากลงโปรแกรมไม่เกี่ยวกับงานไว้ เพราะคอมที่นี่ช้ามากๆ) มีโทรศัพท์วางอยู่บน DVD Writerจอ CRT 19" สุดเกะกะ (ขนาดจอน่าจะเท่ากับ 17" LCD) คีย์บอร์ด MS (ซื้อเอง) อ้อ มีหูฟัง Sennheiser HD201  วางอยู่ทางขวาบนแฟ้มสีฟ้า แฟ้มที่ว่านี้เป็นแฟ้มที่เก็บว่างานที่ทำอยู่มีอะไรบ้าง

 บนพาร์ทิชั่น มีวิธีการ Build Product ที่ทำงานอยู่แปะอยู่ (เพราะวิธีมันซับซ้อนซ่อนเงื่อนมาก) แล้วก็ มีปฎิทินที่เอาไว้บอกว่า วันไหนไม่มาทำงาน ทางซ้ายที่จอบังอยู่ จะเป็นพวงกุญแจสองพวง ที่มีสองคนซื้อมาฝากจากสองที่ และทางขวามีรูปสาว ๆ ยิ้มหวานอยู่ เวลาทำงานเครียด ๆ หันมามองทีนึงก็จะเริ่มรู้สึกดีขึ้น อิอิ

 บนป้ายและพาร์ทิชั่นทางขวาจะมีตัวแม่เหล็กหน้ายิ้มแปะอยู่ อิอิ น่ารักดีมั้ยล่ะครับ  


เอาล่ะ... แท๊กใครต่อดีน้อ ? เดี๋ยวค่อยมาอัพเดตแล้วกัน ฮ่าๆ 

ผมเป็นคนที่แบบว่า ... ถ้ารถไม่มีที่นั่ง ผมก็จะไม่ขึ้น ดังนั้นบางทีผมก็จะยอมที่จะย้อนเส้นทางไปอีกนิด เสียเวลาอีกหน่อย เพื่อที่จะได้ที่นั่งบนรถเมล์ครับ

ปกติแล้วผมจะเลี่ยงเก้าอี้ที่มีป้ายแปะว่า "สำรองสำหรับ...." เพราะรู้สึกไม่ดีเวลาที่เห็นคนที่อยู่ในข่าย "ได้รับที่นั่งสำรอง" (เช่น เด็กสตรีมีครรภ์ และคนชรา) แต่บางทีก็สถานการณ์บังคับ แน่นอนว่าถ้ามีคนที่อยู่ในข่ายนี้ผมก็จะลุกให้น่ะครับ

คนชรา .. ไม่มีปัญหา

เด็ก ... ตั้งแต่ม.ต้นลงไปก็โอเค

สตรีมีครรภ์ ... เห็นว่าท้องก็โอเค ... ปัญหาคือมันมองยากว่า เจ๊เธอ "ท้อง" หรือแค่ "อ้วน"

ถ้าคุณลุกให้คนอ้วนนั่ง โดยที่คิดว่าเค้าท้อง ดีไม่ดีอาจจะโดนตบได้  (ฮา) ในทางกลับกัน คนท้องสมัยนี้ก็ไม่ค่อยจะยอมใส่ชุดคลุมท้องสักเท่าไหร่ (พี่สาวผมคนนึงล่ะ) ดังนั้นมันก็มองยากมากว่าเจ๊เธอ "ท้อง" หรือ "อ้วน" 

ผมเลยตัดใจ ไม่ลุกให้นั่งเลย ถ้า ไม่เห็นชัด ๆ ว่าท้อง แต่ถ้ามาสะกิดบอกว่าเป็นคนท้องนะ ขอนั่งหน่อย อะไรงี้ผมก็ให้ 

แต่ว่าถ้าให้เดาเอง ... เอ่อ บางทีผมก็แยกแยะไม่ถูกว่าเจ๊เค้าท้องหรือเปล่าอ่ะนะ