Computer

Xenn XD-2 หรือ TCLIP TM-330

posted on 28 Apr 2005 23:48 by 9tawan  in Computer

ขึ้นมางี้อาจจะงง ๆ ครับ ตกลงมันคืออะไรกันแน่ มันก็คือ เครื่องเล่น mp3 ที่มีสองยี่ห้อ สองรุ่น แต่เป็นแบบเดียวกัน งงดีมั้ยครับ 555

ง่าย ๆ ก็ นะ คือ Xenn เป็น Brand ที่ทำตลาดโดย Com7 ครับ ทีนี้ Com7 ก็ไม่ได้ไปสั่งโรงงานจีนแดงผลิตเครื่อง (แบบบริษัทอื่นในเมืองไทย) แต่ ใช้วิธีซื้อเครื่องมาจากหลาย ๆ บริษัท (โดย ก็ยังมียี่ห้อแปะอยู่) จากนั้นก็แปะยี่ห้อทับลงไป จบ ง่าย

เข้าเรื่องดีกว่า เมื่อประมาณอาทิตย์ที่แล้ว ผมเอาเจ้านี่ไปเรียนตามปกติ แต่ ขากลับมันประสพอุบัติเหตุถูกเบาะรถตู้ (ที่มันพับไปในแนวตั้งได้น่ะครับ) พับไปโดย (อย่างแรง) จอมันก็เลยดับไปเสียเฉย ๆ ผมก็เลยเอาเจ้านี่ส่งซ่อมที่ร้านที่ซื้อ มันก็ มีปัญหานิดหน่อยแฮะ คือว่าที่ตัวเครื่องไม่มี Serial Number (แปลกดีมั้ย) ทางร้านบอกว่า Serial อยู่ที่กล่อง หรือไม่ก็ใบรับประกัน อย่างน้อยต้องหาสองอย่างนี้ให้เจอ ผมก็เลยต้องกลับมาค้นที่บ้าน โชคดีเจอ ก็เลยกลับไปส่งเคลมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ....

วันนี้ ทางร้านโทรมาแจ้งว่าให้ไปรับเครื่อง ผมก็ตกใจทำไมเร็วจัง พอดีว่าตอนนั้นอยู่กลางทางจะไปมหาลัย (ซึ่งจุดที่ผมลงรถก็อยู่ห่างจากพันทิพย์แค่ 2 ป้ายรถเมล์) ก็เลยแวะไปรับซะหน่อย ไปถึงก็ตกใจครับ ทางร้านแจ้งมาว่าเปลี่ยนเครื่องใหม่ให้ ซึ่งสภาพมันใหม่เอี่ยมเลย (ของผมใช้แค่ 2 เดือนก็จริง แต่ว่าเยินสุด ๆ ) ก็ โอ้ พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก ก็เลยได้เครื่องใหม่มาใช้ เย้ ๆ (ไม่รู้เป็นเครื่องเก่าของคนอื่นหรือเปล่าแฮะ เดี๋ยวนี้เล่นแบบนี้กันเยอะ) ขอบคุณทาง Com7 กับร้าน Metro ชั้น 3 พันทิพย์ด้วยฮับ =/\=

พอกลับมาถึงบ้าน เรื่อง Surprise ยังไม่จบครับ พอดีว่าเช็คบนเวปพบว่ามีอัพเดตเฟิร์มแวร์ออกมาใหม่ บอกว่ามีเมนูไทยเพิ่ม ผมก็นั่งคิด เอ ภาษาไทยเจ้านี่ยังไม่เป็นลูกคนเลยอ่ะ (นึกสภาพว่าตัวอักษรทุกตัวเรียงเข้าแถวกัน ไม่มีระดับ ประมาณว่ากำลังพิมพ์ภาษาไทยอยู่ใน Terminal) แต่ ก็ เอาวะ เผื่อจะแก้บั๊กเรื่อง OGG พออัพเดตเสร็จลองเปิดดู เฮ้ย มันแสดงผลได้สมบูรณ์แล้วอ่ะ !! (แต่สระลอย ก็ไม่ได้ซีเรียสเท่าไหร่ หุหุ) ตอนนี้ก็เลยเปิดใช้เมนูไทยไปเลย (แต่ ผมก็ยังไม่ได้ทดสอบกับไฟล์ OGG ที่มันเล่นไม่ได้เป็นบางไฟล์เลยอ่ะ)

สำหรับท่านที่ไม่เคยเห็นนะครับ รุ่นนี้ครับ :D

โฆษณามามากแล้ว จะได้ค่าโฆษณามั้ยนะ 555

^^'


edit @ 2005/08/11 23:58:35

ทาส

posted on 27 Apr 2005 22:59 by 9tawan  in Computer

อ่าครับ วันนี้กลับมาเรื่องหนัก ๆ ดีกว่า เรื่องวันนี้จะมาว่าด้วยเรื่องของ

ทาส

เคยอ่านบน Thread ของ Linux.Thai.Net เมื่อนานมาแล้ว มีศจ.ท่านนึง (ศจ.ด้านกสิกรรม ที่หันมาเอาดีกับ Linux) แกพูดประมาณว่า ใช้ Windows ก็เป็นทาส MS ใช้ Redhat Linux ก็เป็นทาส Redhat (แล้วก็บอกให้ไปใช้ Slackware)

อ่านแล้วก็งง ไม่เข้าใจอ่ะครับ ผมซื้อของเค้ามาใช้ (ของแท้ก็มี ของปลอมก็มี) ถ้าผมไม่ใช้ผมก็เปลี่ยนไปใช้ของคนอื่นสิ ไม่เห็นยาก ไม่ต้องมานั่งรับใช้อะไรนี่ (หว่า) วันนี้ว่าง ๆ ก็เลยมานั่งคิด ๆ

มาว่ากันเรื่อง "ทาสของไมโครซอฟท์" กันก่อน สังเกตมั้ยครับ ถ้าเป็น user ธรรมดา พอจะใช้คอมเป็น บางทีอยากจะปรับโน่นปรับนี่ ก็จะมีติด เอ๊ะปรับไม่ได้ เช่น ถ้าคุณอยากจะเปลี่ยน ปุ่มสตาร์ทเขียว ๆ (ของ XP) เป็นปุ่มแบบอื่น (ผมก็จำวิธีไม่ได้อ่ะ) บางคนอาจจะต้องแก้ dll ไฟล์ บางคนอาจจะต้องแก้ xml (ซึ่งไฟล์ไหนก็ไม่รู้) บางคนรวยหน่อยอาจจะไปซื้อโปรแกรมแก้ Theme ที่ก็ไม่ค่อยจะสมบูรณ์มา ใช้ได้มั่งไม่ได้มั่ง ใช้แล้วเครื่องช้าลงมั่ง ก็ว่ากันไป คำถามคือ ทำไม MS ถึงไม่ทำให้มันปรับได้ตั้งแต่แรกเลยล่ะ คำตอบก็คือ MS อยากให้มีตรา Windows ในบริเวณที่คนต้องเข้าถึงบ่อยที่สุด จะได้จำ OS ของเขาได้ไงครับ

อันข้างบนคิด ๆ แล้วก็ไม่ค่อยเกี่ยวแฮะ เอาอันนี้ดีกว่า เมื่อตอนที่ Windows XP ออกมาใหม่ ๆ ทราบมั้ยครับว่า MS ยกเลิกการสนับสนุนฮาร์ดแวร์หลายตัว (โดยเฉพาะ Pentium ตัวแรกสุดที่ลงไม่ได้เลยล่ะ) เครื่องผมก็มีโดนหางเลขไปด้วย เป็นการ์ด SCSI ของ Adaptec ครับ ไม่มีไดร์เวอร์ เสียบคาไว้ได้แต่ใช้ไม่ได้อ่ะ อิอิ เป็นการบังคับให้ผู้ใช้ยกเลิกการใช้อุปกรณ์ตัวนี้ไปโดยปริยาย (โดยไม่ได้ใช้แส้ฟาด แล้วลนเทียนทับ) จริง ๆ ก็มีวิธีนะครับคือไปก๊อปไฟล์ driver จาก Win2000 มาใส่ก็จบ อิอิ

ถ้าเป็นทางโปรแกรมเมอร์นี่ หนักเลยครับ ทุก ๆ อย่างแทบจะถูก MS บังคับไว้ อย่างเช่น เมื่อคุณต้องการเขียนโปรแกรมบน Windows แน่นอนล่ะ คุณต้องใช้ Win32 ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม จะใช้อย่างอื่นไม่ได้ เพราะว่า โปรแกรมเมอร์แทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ Kernel ของ Windows (รู้แค่ว่าทำงานยังไงกับใช้ยังไง ไม่รู้ลึกถึงระดับการทำงานลึก ๆ ของมัน) จะทำ API ลัด win32 ไปที่ตัว Kernel โดยตรงน่ะทำไม่ได้ครับ ทำไมถึงไม่รู้น่ะเหรอ ก็ไม่เคยเห็น Source Code ของ Windows น่ะสิครับ แล้วรู้มั้ยครับเกิดอะไรขึ้น ? MS ไม่ได้ให้ API ทั้งหมดแก่โปรแกรมเมอร์นะครับ จะมี API บางตัวที่รู้กันภายในเฉพาะ MS เท่านั้น (ที่เรียกกันว่า Undocumented API) ซึ่งบางครั้งมันก็เหมาะสมกว่า API ที่ Publish ออกมา ทำให้โปรแกรมของ MS นั้นบางทีก็มีประสิทธิภาพเหนือคู่แข่ง

แต่ ถ้าถามว่า ทำไมถึงต้องทำแบบข้างบน จริง ๆ มันก็มีเหตุผลนะครับ อย่างเช่น สมมติ User มือบอน ไปปรับโน่นปรับนี่ แล้วผลปรากฎว่า Windows มีปัญหา แล้วก็มาโทษ MS ว่าทำงานออกมาไม่ดี (แล้วเผอิญศาลเมืองนอกจะเข้าข้างคนใช้มากกว่าคนทำ) MS ก็ซวย ก็เลยต้องมาปิดบางส่วนไม่ให้ใครมายุ่ง (นอกจากคนในที่ต้องรู้เกี่ยวกับ Software ของตัวมากกว่าอยู่แล้ว)

ดังนั้น สิ่งที่เค้าทำ ผมก็ไม่เห็นว่าเค้าจะผิดตรงไหน

มาเรื่องทาสของ Redhat สำหรับคนใช้ Linux มาก่อนจะรู้ว่า Distro ระดับใหญ่ยักษ์ เช่น Redhat นั้น มีจุดเด่นอยู่ที่การมี Application Support มาก แต่ก็ยังคงมีพื้นฐานมาจาก Linux

สิ่งนึงที่ Redhat ทำกับ Linux ของตนคือ การสร้าง Application Package (ถ้าใครไม่ทราบ ก็คล้าย ๆ กับ MSI ของ Windows น่ะครับ) ที่ชื่อว่า RPM ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นเหนือคู่แข่งตรงที่ใช้งานได้ง่าย (แต่ต้องบอกว่าปัจจุบัน Application Package ของหลาย ๆ ค่ายก็พัฒนาขึ้นมาทัดเทียมแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง deb ของ Debian) ตรงจุดนี้จะเห็นได้ว่า เมื่อมี RPM ขึ้นมา User ก็จะแสวงหา RPM ของโปรแกรมที่ตนต้องการ แทนที่จะมานั่ง Compile Code เอง จนกลายเป็นว่า App ไหนที่ต้องการจะรันบน Redhat ได้ก็ควรจะทำ RPM

แต่จุดนี้ไม่เหมือนกับ MS User ยังคงสามารถติดตั้งซอฟท์แวร์ของตนโดยการ Compile มันขึ้นมาเองครับ และยังคงสามารถเปิด Source Code ของซอฟท์แวร์นั้น ๆ ได้ (ตราบใดที่มัน Opensource)แล้วยังสามารถแก้ไขอะไรมันได้อีก แถมถ้าคุณเก่งหน่อยคุณอาจจะสร้าง RPM ของคุณเองได้ (โดยไม่ลำบากนัก)

อีกจุดนึงคือ Redhat ชอบแก้ไข Linux ของตนให้ต่างจากของชาวบ้าน (อาจจะปรับแต่ง Kernel หรืออื่นๆ ) ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อ Application บางตัว แต่ตราบใดที่ Source Code ยังคงมีอยู่ก็ไม่มีปัญหาอะไรนี่ครับ ?

ศจ.ท่านนั้นไม่ได้ให้เหตุผลว่า ทำไมการใช้ Slackware นั้น ไม่ได้หมายถึงการเป็นทาสของ Slackware แต่ผมเดาเอาเองว่าเป็นเพราะ Slackware เป็น Distro ที่เป็น Source Based (ไม่มี Application Package ทุกอย่างต้องคอมไพล์เอง) ซึ่ง ถ้าดูจากจุดที่ต่างกันตรงนี้ ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะมีความต่างเป็นนัยสำคัญอะไรเลยนี่นา ? แต่แกดูท่าจะติด Slackware มากขนาดโปรโมท Slackware กับ Distro ที่ Based on Slack ของแกอย่างเวอร์

ดูท่า แกจะเป็น ทาส ของ Slackware ไปแล้วล่ะกระมัง ?

ปล. ที่ผมสรุปอย่างนี้เพราะแกไม่เคยมีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมออกมาให้สาธารณะชนรับรู้ มีแต่การบ่นด่า Nectec (ซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรมากนักกับ สังคม Linux เมืองไทย) กับ LTN ที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ Nectec มากนัก

พูดประมาณนี้ จะโดนฟ้องหมิ่นประมาทมั้ยนะ ?

ปล.2 พูดเรื่องที่ไม่เชี่ยวชาญที่ไม่ค่อยถนัดเลยครับ อาจจะจับความไม่ค่อยได้นะ อิอิ

^^'


edit @ 2005/04/27 23:14:44
edit @ 2005/08/11 23:58:58

Internet ในอดีต

posted on 16 Apr 2005 23:28 by 9tawan  in Computer

อืม ปีนี้ ผมเล่นอินเตอร์เนตมา ก็ ปีที่ 9 แล้วสินะ เร็วจัง ... ผมเล่นอินเตอร์เนต (ใช้คำว่า "ใช้" น่าจะถูกกว่า แต่ผู้ใหญ่ชอบยัดเยียดให้ใช้คำนี้) มาตั้งแต่ ม.4 สมัยนั้นจำได้ว่าเล่นเนตของ ม.หอการค้าไทย ใช้ Modem external 33.6kbps โหลดเพลง Art of Life ของ X-Japan ใช้เวลาทั้งหมด 24 ชม. (ไฟล์เพลงนี้ใหญ่ประมาณ 28MB) ไม่มีโปรแกรมช่วยดาวน์โหลด ต้องคอยอยู่หน้าจอตลอด ถ้าหากว่าโปรเกรสบาร์เริ่มหยุดทำงาน ต้องรีบ cancel แล้วกดโหลดใหม่จะโหลดต่อได้ ลำบากจริง ๆ

ผมเริ่มเล่น icq ได้รหัส 7ตัว (คือ 4479238) ซึ่ง ผมถือว่าคนได้เลข 7 หลักนี่ค่อนข้างหายาก (แต่ผมเคยเจอพวกได้ 6 หลักเหมือนกันนะครับ) เพราะว่าหลัง ๆ มานี่เจอแต่พวก 9 หลัก เวลาฟอร์แมทเครื่องใหม่ต้องคอยเก็บไฟล์ contact list เอาไว้ด้วยไม่งั้นหายเกลี้ยง ผมเริ่มเล่น web board จากเวปบอร์ดฝรั่ง สมัยนั้น php ยังไม่มีเวลาเขียนต้องใช้ cgi ด้วยภาษา pearl (สมัยนี้ไม่ค่อยใช้กันแล้ว) ลูกเล่นก็ไม่มาก คนเข้าก็ไม่เยอะ ฝรั่งนี่ดีอย่างนะครับ สมัยนั้นเค้าพูดจากยังไง เดี๋ยวนี้มันก็ยังพูดดีอยู่อย่างนั้น แถมใจดีด้วย

จำได้ว่าเคยเข้า sanook ตั้งแต่อยู่บน geocities (ถ้าจำไม่ผิด) แล้วก็ pantip.com คนใจดีมาก ขออะไรก็ให้ ถามอะไรก็ช่วย เวปส่วนใหญ่ก็ยังฟรีอยู่ถึงแม้จะเริ่มมีเก็บตังค์บ้างแล้ว จะหาอะไรก็หาได้ วิธีทำกับระเบิดก็ยังมี ขึ้นมาอีกนิดนึงก็เกิดได้พื้นที่ที่รัน cgi ได้ ก็เลยไปดาวน์โหลดจาก www.thaimisc.com ซึ่ง ทีหลังก็ได้เจอกับเวปมาสเตอร์ที่นั่นเป็นเพื่อนร่วมรุ่นอยู่ที่เอแบค

เข้าเรื่องดีกว่า ตอนนั้น บนบอร์ดในไทย (ซึ่งก็คือพันทิพน่ะแหละ) จะอ่านรู้ได้เลยว่าแต่ละคนมีการศึกษา มีการวางตัว ดูจากลักษณะการพูดการจา เวลาจะชมจะด่ายังไงก็ยังอ่านแล้วสุภาพ (คือด่าเจ็บแต่ไม่หยาบ) แล้วแต่ละคนก็จะมีน้ำใจดีเวลาถามอะไรก็ตอบ

ที่มันเป็นอย่างนั้น ผมเดาง่าย ๆ ว่า คนที่เข้าถึง Internet ได้ส่วนใหญ่ก็คือ นักศึกษา และพวกผู้ที่ทำงานสายคอม (ซึ่งก็มักจะเป็นพวกที่จบมหาลัยมาทั้งนั้น) แล้ว สายคอมสม้ยนั้นยังไม่บูม (แต่ก็ยังเข้ายาก) ก็ นึกสภาพล่ะครับว่าคนเรียนด้านเกี่ยวกับคอมก็มีแต่พวกวิศวะกับวิทยาศาสตร์เท่านั้น ต้องมีฐานะด้วยพอสมควร เพราะเครื่องใหม่ล่าสุดสเปคต่ำสุดก็เฉียด 5 หมื่นบาทล่ะครับ (ตอนนั้นผมใช้ p-mmx 166MHz Ram 16MB การ์ดจอ S3 ห่วย ๆ ยังสี่หมื่นห้า)

ปัจจุบัน ขอไม่พูดถึงละกันนะ รู้ ๆ กันอยู่ ถ้าท่านไม่รู้ไปอ่านบอร์ดประมูลเอาดิครับ lol

อา .... คิดถึงอดีตจัง

ปล. รู้ไว้ใช่ว่า คนไทยใช้ 555 ฝรั่งงงไม่รู้เรื่อง คำนี้สากลใช้คำว่า lol นะครับ ย่อมาจาก Laugh out Loud (หัวเราะลั่น)

^^'


edit @ 2005/08/11 23:59:39