ช่วงนี้ สื่อกำัลังพยายามหากินกับเรื่องรับน้องอยู่ ผมเห็นมันบนหนังสือพิมพ์ทุกเล่ม และข่าวทีีวีทุกช่อง ดูแล้วยังไงก็ไม่สบายใจ จริง ๆ นะครับ ผมมีโอกาสได้ร่วมทำกิจกรรมรับน้องมาครั้งนี้ก็ครั้งที่สี่ ไปกิจกรรมนี้มาก็ห้าครั้งแล้ว ...
ก่อนจะพูดถึงเรื่องรับน้อง พูดถึงสื่อหน่อยดีกว่า จากที่ัสังเกตมาหลายปี ธรรมชาติของสื่อประเทศไทยคือ การสรรหาเรื่องเลวร้ายของกิจกรรมหรือกิจการต่าง ๆ นำมาเสนอและเผยแพร่ ส่วนอะไรที่ดี ๆ นั้นขายไม่ออกก็ไม่นำมาเสนอ ไม่ใช่ว่าทุกวันนี้มีแต่เรื่องแย่ ๆ หรอกนะครับ เพียงแต่สื่อพยายามทำให้มันแย่เท่านั้นเอง
อาชีพ"คนเขียนข่าว" มันก็ืืคืออาชีพล่ะครับ ถ้าหากว่าเขียนอะไรที่คนอ่านเค้าไม่ชอบเค้าก็อด แล้วเผอิญเมืองไทยสงบสุขเกินไปเลยชอบเรื่องอะไรที่มันแย่ ๆ มากกว่าเรื่องดี ๆ ก็เลยต้องขยันเขียนเรื่องเสีย ๆ หาย ๆ หน่อย อันนี้ก็คงว่าสื่อไม่ได้คงต้องโทษคนไทยที่ชอบหาเรื่องแย่ ๆ ใส่ตัวมากกว่า สงสัยว่าประเทศชาติคงสงบสุขเกินไปในสายตาของเขาเหล่านั้นล่ะมั้งครับ แต่มันก็มีข้อยกเว้นนะครับ คือว่า ไม่สามารถ"เล่นของสูง" ได้ ไม่ขออธิบายแล้วกันเพราะไง ๆ ก็คงรู้ ๆ กันอยู่
กิจกรรม"รับน้อง" จัดขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อให้น้องสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ในรั้วมหาลัย ซึ่งมักจะแตกต่างกับสมัยเรียนมัธยมอยู่พอสมควร แต่ วัตถุประสงค์สำคัญอีกอย่างคือ ให้น้องรู้จักกัน สนิทกัน กับทั้งรุ่นเดียวกันเอง รุ่นพี่ อาจารย์ ซึ่งจุดนี้จะแตกต่างกันบ้างแล้วแต่ว่าหน่วยงานใดจัด (อาจจะเป็น "องค์การนักศึกษา" ของแต่ละมหาลัย หรือ อาจจะเป็น "สโมสรนักศึกษา" ของแต่ละคณะ) และ อีกสิ่งที่สำคัญมาก ๆ คือ ให้น้องกล้าแสดงออกครับ แต่ว่า ไอ้เรื่องกล้าแสดงออกนี่มักจะสร้างคำถามที่น่าสนใจอยู่เสมอเลยเชียวล่ะ
กิจกรรม "รับน้อง" จัดขึ้น บนแนวความคิดว่า "คนที่มาร่วมกิจกรรม เป็น 'น้อง' " ดังนั้น พวกเรารุ่นพี่จะไม่มีการทำกิจกรรมใด ๆ โดยคิดแต่ เพื่อ "สะใจ" ซึ่งถือว่าขัดกับหลักความคิดนี้อย่างรุนแรง แต่ ในปัจจุบัน ในมหาลัยหรือคณะที่เพิ่งมีการจัดรับน้องเป็นครั้งแรก ๆ ได้ประเมิณแนวความคิดนี้ผิดไปมากพอดู ทำให้หลาย ๆ ครั้งเกิดข่าวประมาณว่า "ว๊ากเกอร์ทำอนาจารรุ่นน้อง" อันที่จริงแล้ว หลาย ๆ ที่จะมีกฎอยู่ข้อนึงที่พวกพี่ต้องปฎิบัติตาม นั่นคือ ตั้งแต่น้องเข้ามาใหม่จนกระทั่งจบเทอมแรก จะห้ามมิให้ "จีบ" รุ่นน้องโดยเด็ดขาด เนื่องจากเทอมแรกจะเป็นเทอมที่มีกิจกรรมรับน้องและกิจกรรมอื่น ๆ ต่อเนื่องค่อนข้างมาก ถ้าหากว่ามีการ "จีบ" รุ่นน้องจะกลายเป็นการ "ลำเอียง" ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาภายหลังอีก
การ "ว๊าก" นั้น อันที่จริง ๆ ผมไม่เคยโดนว๊ากตรง ๆ แต่่ คณะพวกผมจะมีพี่ที่เรียกว่า "พี่วินัย" ซึ่งก็คือว๊ากเกอร์นั่นแหละ แต่ว่า "พี่วินัย" นั้นจะไม่ใช่คำไม่สุภาพ (และถือเป็นกฎของพวกพี่เค้าด้วย) แต่จะเน้นที่อารมณ์รุนแรงและน้ำเสียงที่ค่อนข้างหนักแน่น และ การลงโทษหรือสั่งให้ทำอะไรนั้น รุ่นพี่ที่สั่งต้องปฎิบัติตามคำสั่งนั้น ๆ รวมทั้งกิจกรรมทุกอย่างต้องมีเหตุผลและต้องอธิบายที่มาที่ไปเมื่อสิ้นสุดกิจกรรมนั้น ๆ (ซึ่งกิจกรรมอื่น ๆ ก็ต้องทำตามเช่นกัน) หลังจากกิจกรรมรับน้องเสร็จสิ้น ก็ ไม่มีใครติดใจเอาความพี่วินัยแม้แต่คนเดียว ถึงแม้ว่าคนที่ไปรับน้องเกือบทั้งหมดจะต้องเดินเกาะราวขึ้นบันไดเกือบหนึ่งอาทิตย์ และ ที่ ๆ พวกเราอยู่นั้นจะเหม็นกลิ่นฮิลลูดรอยด์อยู่ตลอดเดือนก็ตาม นั่นแสดงถึงความหนักที่เราได้รับ
อย่างไรก็ดี รุ่นผมเป็นรุ่นสุดท้ายที่มี "พี่วินัย" ฝ่ายนี้ถูกงดไปเนื่องจากสภาวะที่เปลี่ยนแปลงของสังคม และ การเปลี่ยนแปลงของน้องที่เข้ามาในรุ่นหลัง ๆ
คณะหรือมหาัลัยที่จัดกิจกรรม "รับน้อง" กันมานาน มักจะมี "ประเพณี" หรือ สิ่งที่สืบทอดกันมาระหว่างรุ่น โดยสิ่งที่เด่นก็คือเพลงเชียร์และท่าเต้น เราจะได้เห็นเพลงที่ดูเหมือนจะ "เน้นเรื่องเพศ" ในสายตาคนอื่น เช่น "ไก่ย่าง" (ผมก็สงสัยว่ามันเกี่ยวตรงไหน) หรือ "เมียงู" เมียงูออกจะเป็นเคสพิเศษ แล้ว ดูเหมือนคนที่สั่งเค้าเหมือนจะรู้ วิธีที่สั่งเนี่ยเมียงูมันจะมีงู กับ เสา ไอ้ตัวเสาเนี่ยมักจะเป็นผู้ชาย ส่วน งู ที่ผมเห็นบ่อย ๆ คือ กระเทย (ซึ่งมักจะซวย) และ ผู้ชาย บางครั้ง กระเทยที่โดนบังคับเนี่ยเป็นพวกแต่งหญิง ก็เลยดูเหมือนว่าเป็นผู้หญิงเต้น (แต่ก็นั่นแหละ กระเทยก็ครึ่ง ๆ น่ะนะ เค้าอาจจะน้อยใจหรือรู้สึกไม่ดีก็ได้) แต่ สิ่งนึงที่อยากบอก ผมเองก็ทำทั้งตอนเป็นพี่และน้อง ก็คือ เราไม่จำเป็นต้องเต้นแบบทุ่มเท 100% เพราะว่าพวกพี่เนี่ยเค้าหวังแค่ให้เรากล้าเต้น ไม่ใช่บ้าเต้น แต่ที่พวกพี่ต้องบ้าเต้นเพราะว่าน้องมันจะดูพี่เป็นแบบแล้วเต้นตาม ถ้าพี่ไม่เต้นหนักน้องจะไม่กล้าเต้นเลยครับ คุณมีสิทธิที่จะยืนดูได้่ (แต่ พี่ก็มีสิทธิสั่งใหม่ได้) หรือว่าเต้นแค่ออกท่าทางนิด ๆ หน่อย ๆ ได้
ผมโชคดีอย่างนึงที่ เข้ามหาลัยเอกชน และ เผอิญว่าเป็นมหาลัยที่ค่อนข้างไฮโซไฮซ้อ เวลารับน้องเราต้องคิดถึงน้องค่อนข้างมากก็เลยไม่ได้เล่นหนักเหมือนกับม.รัฐหลาย ๆ แห่ง (รวมทั้งพวกราชภัทรและพวกเทคโน ผมว่าพวกเทคโนน่ะรับหนักสุด) การที่ว่าฝ่ายชายจะแตะเนื้อต้องตัวฝ่ายหญิง (และกลับกัน) จะต้องมีการขออนุญาตและขอโทษกันก่อนทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นพี่ต่อน้องหรือน้องกับน้องเองก็ตาม นี่ถือว่าเป็นหนึ่งในข้อบังคับในกิจกรรมรับน้อง (ส่วนหลังจากนี้แล้วก็แล้วแต่วิจารณญาณ)
งานที่ผมได้รับให้ทำตลอด 4 ปีที่เข้ามาร่วมทำ คือ การทำ "บายศรีสู่ขวัญ" กิจกรรมนี้ไม่ใช่รับขวัญที่หายไประหว่างกิจกรรมอื่น ๆ ในกิจกรรมรับน้องอย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจ แต่ เป็นเหมือนการ "ต้อนรับ" น้องรุ่นใหม่เข้าสู่คณะ เข้ามาเป็นน้องของพวกเรา กิจกรรมนี้จะให้รุ่นพี่ผูกสายสิจน์รุ่นน้องและอวยพร ค่อนข้างจะเป็นทางการแต่บรรยากาศสบาย ๆ เป็นกิจกรรมที่ดูเหมือนง่ายแต่ว่า้ต้องใช้เวลานานเกือบสามเดือนทีเดียว
ที่ผมเขียนมายืดยาวมานี่ ผมไม่ได้เจตนาจะมาแก้ต่างให้กับกิจกรรมรับน้อง เท่าที่ผมทราบกิจกรรมรับน้องที่ไม่ดีนั้นมีอยู่จริงและค่อนข้างมากตามมหาลัยต่างจังหวัดและมหาลัยของรัฐบาล (รวมทั้งเอกชนบางแห่ง) แต่่ อยากจะให้รุ่นพี่ ๆ ที่กำลังทำกิจกรรมรับน้องอยู่ลองมองตัวเองว่าตัวเอง "ทำอะไรอยู่" ลองคิดว่าสิ่งที่ตัวทำ "ทำเพื่อน้อง" จริง ๆ หรือเปล่า ผมโชคดีว่าคณะผมมีคนค่อนข้างน้อย ทุกคนรักและเคารพกันและสามารถเข้าถึงกันได้ การรับน้องของพวกเราจึงค่อนข้างเป็นไปแบบเป็นกันเองและเรียบง่าย แต่ คณะบางคณะของมหาลัยรัฐนั้นค่อนข้างจะแตกต่างออกไป บางครั้งคนทำงานก็อาจจะลืมอะไรไปก็เลยอยากจะเตือนสติกัน กิจกรรมต่าง ๆ นั้นจะต้องกระทำอยู่บนรากฐานของความคิดข้างต้น อยู่ในการดูแลของรุ่นพี่ที่สูงกว่า และ อาจารย์หรือผู้ใหญ่ในคณะ รวมทั้งต้องมีการประเมิณผลว่า ทำไปแล้วได้อะไร น้องได้อะไร ประสพความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน ที่ำสำคํญคือต้องมีการปรึกษาอ.ที่ปรึกษาของกิจกรรมรับน้องอยู่เสมอและมีการวางแผนงานล่วงหน้า
ผมอยากบอกกับคนที่ไม่เคยได้ไปรับน้อง หรือ ไม่เคยได้ร่วมทำกิจกรรมนี้ กิจกรรมรับน้องเป็นกิจกรรมที่ใหญ่ ซับซ้อน และ ยากที่จะทำ รวมทั้งสิ้นเปลืองทั้งเิงิน แรงกาย ความคิด ดังนั้นกิจกรรมนี้จึงไม่อาจสำเร็จได้โดยง่าย ทุกคนที่ทำต้องอาศัยความพยายามอย่างมากที่จะทำ แต่ทุกคนเลือกที่จะทำเพราะว่า ทุกคนอยากเห็นน้องของตัวเองมีความสุข ทั้งกับกิจกรรมรับน้องเองและกับอนาคตภายภาคหน้าในชีวิตมหาลัย
ได้โปรด เข้าใจถึงความคิด ของคนที่ทำกิจกรรมนี้บ้าง ไม่มีใครหรอกที่เห็นน้องเหนื่อยแล้วมีความสุข เห็นน้องเป็นทุกข์แล้วสะใจ พวกเราต้องอดทนทำเพื่ออนาคตของตัวน้องเอง
การรับน้องอาจจะดูเหมือนกับทารุณ แต่ ชีวิตในมหาลัยนั้นยากลำบากกว่านั้นมาก และชีวิตจริงก็ยิ่งลำบากกว่านั้นมากขึ้นไปอีก ...
:D
edit @ 2005/08/11 23:52:24
ก่อนจะพูดถึงเรื่องรับน้อง พูดถึงสื่อหน่อยดีกว่า จากที่ัสังเกตมาหลายปี ธรรมชาติของสื่อประเทศไทยคือ การสรรหาเรื่องเลวร้ายของกิจกรรมหรือกิจการต่าง ๆ นำมาเสนอและเผยแพร่ ส่วนอะไรที่ดี ๆ นั้นขายไม่ออกก็ไม่นำมาเสนอ ไม่ใช่ว่าทุกวันนี้มีแต่เรื่องแย่ ๆ หรอกนะครับ เพียงแต่สื่อพยายามทำให้มันแย่เท่านั้นเอง
อาชีพ"คนเขียนข่าว" มันก็ืืคืออาชีพล่ะครับ ถ้าหากว่าเขียนอะไรที่คนอ่านเค้าไม่ชอบเค้าก็อด แล้วเผอิญเมืองไทยสงบสุขเกินไปเลยชอบเรื่องอะไรที่มันแย่ ๆ มากกว่าเรื่องดี ๆ ก็เลยต้องขยันเขียนเรื่องเสีย ๆ หาย ๆ หน่อย อันนี้ก็คงว่าสื่อไม่ได้คงต้องโทษคนไทยที่ชอบหาเรื่องแย่ ๆ ใส่ตัวมากกว่า สงสัยว่าประเทศชาติคงสงบสุขเกินไปในสายตาของเขาเหล่านั้นล่ะมั้งครับ แต่มันก็มีข้อยกเว้นนะครับ คือว่า ไม่สามารถ"เล่นของสูง" ได้ ไม่ขออธิบายแล้วกันเพราะไง ๆ ก็คงรู้ ๆ กันอยู่
กิจกรรม"รับน้อง" จัดขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อให้น้องสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ในรั้วมหาลัย ซึ่งมักจะแตกต่างกับสมัยเรียนมัธยมอยู่พอสมควร แต่ วัตถุประสงค์สำคัญอีกอย่างคือ ให้น้องรู้จักกัน สนิทกัน กับทั้งรุ่นเดียวกันเอง รุ่นพี่ อาจารย์ ซึ่งจุดนี้จะแตกต่างกันบ้างแล้วแต่ว่าหน่วยงานใดจัด (อาจจะเป็น "องค์การนักศึกษา" ของแต่ละมหาลัย หรือ อาจจะเป็น "สโมสรนักศึกษา" ของแต่ละคณะ) และ อีกสิ่งที่สำคัญมาก ๆ คือ ให้น้องกล้าแสดงออกครับ แต่ว่า ไอ้เรื่องกล้าแสดงออกนี่มักจะสร้างคำถามที่น่าสนใจอยู่เสมอเลยเชียวล่ะ
กิจกรรม "รับน้อง" จัดขึ้น บนแนวความคิดว่า "คนที่มาร่วมกิจกรรม เป็น 'น้อง' " ดังนั้น พวกเรารุ่นพี่จะไม่มีการทำกิจกรรมใด ๆ โดยคิดแต่ เพื่อ "สะใจ" ซึ่งถือว่าขัดกับหลักความคิดนี้อย่างรุนแรง แต่ ในปัจจุบัน ในมหาลัยหรือคณะที่เพิ่งมีการจัดรับน้องเป็นครั้งแรก ๆ ได้ประเมิณแนวความคิดนี้ผิดไปมากพอดู ทำให้หลาย ๆ ครั้งเกิดข่าวประมาณว่า "ว๊ากเกอร์ทำอนาจารรุ่นน้อง" อันที่จริงแล้ว หลาย ๆ ที่จะมีกฎอยู่ข้อนึงที่พวกพี่ต้องปฎิบัติตาม นั่นคือ ตั้งแต่น้องเข้ามาใหม่จนกระทั่งจบเทอมแรก จะห้ามมิให้ "จีบ" รุ่นน้องโดยเด็ดขาด เนื่องจากเทอมแรกจะเป็นเทอมที่มีกิจกรรมรับน้องและกิจกรรมอื่น ๆ ต่อเนื่องค่อนข้างมาก ถ้าหากว่ามีการ "จีบ" รุ่นน้องจะกลายเป็นการ "ลำเอียง" ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาภายหลังอีก
การ "ว๊าก" นั้น อันที่จริง ๆ ผมไม่เคยโดนว๊ากตรง ๆ แต่่ คณะพวกผมจะมีพี่ที่เรียกว่า "พี่วินัย" ซึ่งก็คือว๊ากเกอร์นั่นแหละ แต่ว่า "พี่วินัย" นั้นจะไม่ใช่คำไม่สุภาพ (และถือเป็นกฎของพวกพี่เค้าด้วย) แต่จะเน้นที่อารมณ์รุนแรงและน้ำเสียงที่ค่อนข้างหนักแน่น และ การลงโทษหรือสั่งให้ทำอะไรนั้น รุ่นพี่ที่สั่งต้องปฎิบัติตามคำสั่งนั้น ๆ รวมทั้งกิจกรรมทุกอย่างต้องมีเหตุผลและต้องอธิบายที่มาที่ไปเมื่อสิ้นสุดกิจกรรมนั้น ๆ (ซึ่งกิจกรรมอื่น ๆ ก็ต้องทำตามเช่นกัน) หลังจากกิจกรรมรับน้องเสร็จสิ้น ก็ ไม่มีใครติดใจเอาความพี่วินัยแม้แต่คนเดียว ถึงแม้ว่าคนที่ไปรับน้องเกือบทั้งหมดจะต้องเดินเกาะราวขึ้นบันไดเกือบหนึ่งอาทิตย์ และ ที่ ๆ พวกเราอยู่นั้นจะเหม็นกลิ่นฮิลลูดรอยด์อยู่ตลอดเดือนก็ตาม นั่นแสดงถึงความหนักที่เราได้รับ
อย่างไรก็ดี รุ่นผมเป็นรุ่นสุดท้ายที่มี "พี่วินัย" ฝ่ายนี้ถูกงดไปเนื่องจากสภาวะที่เปลี่ยนแปลงของสังคม และ การเปลี่ยนแปลงของน้องที่เข้ามาในรุ่นหลัง ๆ
คณะหรือมหาัลัยที่จัดกิจกรรม "รับน้อง" กันมานาน มักจะมี "ประเพณี" หรือ สิ่งที่สืบทอดกันมาระหว่างรุ่น โดยสิ่งที่เด่นก็คือเพลงเชียร์และท่าเต้น เราจะได้เห็นเพลงที่ดูเหมือนจะ "เน้นเรื่องเพศ" ในสายตาคนอื่น เช่น "ไก่ย่าง" (ผมก็สงสัยว่ามันเกี่ยวตรงไหน) หรือ "เมียงู" เมียงูออกจะเป็นเคสพิเศษ แล้ว ดูเหมือนคนที่สั่งเค้าเหมือนจะรู้ วิธีที่สั่งเนี่ยเมียงูมันจะมีงู กับ เสา ไอ้ตัวเสาเนี่ยมักจะเป็นผู้ชาย ส่วน งู ที่ผมเห็นบ่อย ๆ คือ กระเทย (ซึ่งมักจะซวย) และ ผู้ชาย บางครั้ง กระเทยที่โดนบังคับเนี่ยเป็นพวกแต่งหญิง ก็เลยดูเหมือนว่าเป็นผู้หญิงเต้น (แต่ก็นั่นแหละ กระเทยก็ครึ่ง ๆ น่ะนะ เค้าอาจจะน้อยใจหรือรู้สึกไม่ดีก็ได้) แต่ สิ่งนึงที่อยากบอก ผมเองก็ทำทั้งตอนเป็นพี่และน้อง ก็คือ เราไม่จำเป็นต้องเต้นแบบทุ่มเท 100% เพราะว่าพวกพี่เนี่ยเค้าหวังแค่ให้เรากล้าเต้น ไม่ใช่บ้าเต้น แต่ที่พวกพี่ต้องบ้าเต้นเพราะว่าน้องมันจะดูพี่เป็นแบบแล้วเต้นตาม ถ้าพี่ไม่เต้นหนักน้องจะไม่กล้าเต้นเลยครับ คุณมีสิทธิที่จะยืนดูได้่ (แต่ พี่ก็มีสิทธิสั่งใหม่ได้) หรือว่าเต้นแค่ออกท่าทางนิด ๆ หน่อย ๆ ได้
ผมโชคดีอย่างนึงที่ เข้ามหาลัยเอกชน และ เผอิญว่าเป็นมหาลัยที่ค่อนข้างไฮโซไฮซ้อ เวลารับน้องเราต้องคิดถึงน้องค่อนข้างมากก็เลยไม่ได้เล่นหนักเหมือนกับม.รัฐหลาย ๆ แห่ง (รวมทั้งพวกราชภัทรและพวกเทคโน ผมว่าพวกเทคโนน่ะรับหนักสุด) การที่ว่าฝ่ายชายจะแตะเนื้อต้องตัวฝ่ายหญิง (และกลับกัน) จะต้องมีการขออนุญาตและขอโทษกันก่อนทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นพี่ต่อน้องหรือน้องกับน้องเองก็ตาม นี่ถือว่าเป็นหนึ่งในข้อบังคับในกิจกรรมรับน้อง (ส่วนหลังจากนี้แล้วก็แล้วแต่วิจารณญาณ)
งานที่ผมได้รับให้ทำตลอด 4 ปีที่เข้ามาร่วมทำ คือ การทำ "บายศรีสู่ขวัญ" กิจกรรมนี้ไม่ใช่รับขวัญที่หายไประหว่างกิจกรรมอื่น ๆ ในกิจกรรมรับน้องอย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจ แต่ เป็นเหมือนการ "ต้อนรับ" น้องรุ่นใหม่เข้าสู่คณะ เข้ามาเป็นน้องของพวกเรา กิจกรรมนี้จะให้รุ่นพี่ผูกสายสิจน์รุ่นน้องและอวยพร ค่อนข้างจะเป็นทางการแต่บรรยากาศสบาย ๆ เป็นกิจกรรมที่ดูเหมือนง่ายแต่ว่า้ต้องใช้เวลานานเกือบสามเดือนทีเดียว
ที่ผมเขียนมายืดยาวมานี่ ผมไม่ได้เจตนาจะมาแก้ต่างให้กับกิจกรรมรับน้อง เท่าที่ผมทราบกิจกรรมรับน้องที่ไม่ดีนั้นมีอยู่จริงและค่อนข้างมากตามมหาลัยต่างจังหวัดและมหาลัยของรัฐบาล (รวมทั้งเอกชนบางแห่ง) แต่่ อยากจะให้รุ่นพี่ ๆ ที่กำลังทำกิจกรรมรับน้องอยู่ลองมองตัวเองว่าตัวเอง "ทำอะไรอยู่" ลองคิดว่าสิ่งที่ตัวทำ "ทำเพื่อน้อง" จริง ๆ หรือเปล่า ผมโชคดีว่าคณะผมมีคนค่อนข้างน้อย ทุกคนรักและเคารพกันและสามารถเข้าถึงกันได้ การรับน้องของพวกเราจึงค่อนข้างเป็นไปแบบเป็นกันเองและเรียบง่าย แต่ คณะบางคณะของมหาลัยรัฐนั้นค่อนข้างจะแตกต่างออกไป บางครั้งคนทำงานก็อาจจะลืมอะไรไปก็เลยอยากจะเตือนสติกัน กิจกรรมต่าง ๆ นั้นจะต้องกระทำอยู่บนรากฐานของความคิดข้างต้น อยู่ในการดูแลของรุ่นพี่ที่สูงกว่า และ อาจารย์หรือผู้ใหญ่ในคณะ รวมทั้งต้องมีการประเมิณผลว่า ทำไปแล้วได้อะไร น้องได้อะไร ประสพความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน ที่ำสำคํญคือต้องมีการปรึกษาอ.ที่ปรึกษาของกิจกรรมรับน้องอยู่เสมอและมีการวางแผนงานล่วงหน้า
ผมอยากบอกกับคนที่ไม่เคยได้ไปรับน้อง หรือ ไม่เคยได้ร่วมทำกิจกรรมนี้ กิจกรรมรับน้องเป็นกิจกรรมที่ใหญ่ ซับซ้อน และ ยากที่จะทำ รวมทั้งสิ้นเปลืองทั้งเิงิน แรงกาย ความคิด ดังนั้นกิจกรรมนี้จึงไม่อาจสำเร็จได้โดยง่าย ทุกคนที่ทำต้องอาศัยความพยายามอย่างมากที่จะทำ แต่ทุกคนเลือกที่จะทำเพราะว่า ทุกคนอยากเห็นน้องของตัวเองมีความสุข ทั้งกับกิจกรรมรับน้องเองและกับอนาคตภายภาคหน้าในชีวิตมหาลัย
ได้โปรด เข้าใจถึงความคิด ของคนที่ทำกิจกรรมนี้บ้าง ไม่มีใครหรอกที่เห็นน้องเหนื่อยแล้วมีความสุข เห็นน้องเป็นทุกข์แล้วสะใจ พวกเราต้องอดทนทำเพื่ออนาคตของตัวน้องเอง
การรับน้องอาจจะดูเหมือนกับทารุณ แต่ ชีวิตในมหาลัยนั้นยากลำบากกว่านั้นมาก และชีวิตจริงก็ยิ่งลำบากกว่านั้นมากขึ้นไปอีก ...
:D
edit @ 2005/08/11 23:52:24

--- พ้นวัยรับน้องไปแล้วอ่ะ หึหึ
#1 By รัช-มาสเตอร์ on 2005-06-21 05:28